วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

งานอดิเรกของชาวมุสลิม

 
             หลายท่านคงเคยสงสัยว่าในยามว่างของชาวมุสลิมนั้น เขาทำอะไรกันบ้าง อย่างชาวไทยพุทธส่วนใหญ่ก็จะไปร้องเพลงในห้องคาราโอเกะ หรือชายหนุ่มบางคนก็ไปสถานที่ท่องเที่ยวในตอนกลางคืนทั้งหลาย แต่สำหรับชาวมุสลิมแล้วในยามว่างปกติเขามีกิจกรรมอะไรกันบ้าง 




             งานอดิเรกของชาวมุสลิมหลาย ๆ กิจกรรมก็เหมือนคนทั่ว ๆไป เช่นการอ่านหนังสือ ไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ไปนั่งชมทะเล เดินในสวนสาธารณะ การฟังเพลง เล่นกีฬาและเดินช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม หลาย ๆ กิจกรรมที่หนุ่มไทยชาวพุทธบางคนอาจทำในยามว่างเป็นเรื่องปกตินั้น สำหรับชาวมุสลิมอาจเป็นการผิดหลักศาสนา ก่อนที่เราจะพูดคุยเรื่องงานอดิเรกชาวมุสลิมนั้น เราก็น่าจะทำความเข้าใจว่าคนมุสลิมที่เรียกว่าเป็นคนดีนั้นจะต้องมีลักษณะ อย่างไร ผู้เชี่ยวชาญศาสนาอิสลามท่านหนึ่งกล่าวว่า คนมุสลิมที่ดีนอกจากจะมีสภาวะความเป็นคนตามธรรมชาติแล้ว จะต้องมีสภาวะที่สำคัญที่สองคือ การมีความศรัทธา


            ในส่วนของความเป็นคนนั้นย่อมไม่แตกต่างจากคนทั่วไปที่มีเกิด เติบโต มีความต้องการ ความหิวกระหาย รู้สึกถึงหนาวร้อน ต้องดื่มกิน มีสุขภาพที่ดี มีการเจ็บป่วย ล้มตายหรือยังมีชีวิตอยู่ สามารถเป็นผู้มีทรัพย์หรือยากจน รู้จักสร้างผลิตผล เพาะปลูกทำปะมงสร้างตน สร้างครอบครัว วงศ์ญาติ บางคนมีความสามารถไม่เพียงแต่จะดูแลตนเองหรือวงศ์ญาติเท่านั้น แต่สามารถดูแลบ้านเมืองหรือปกครอง ผู้ คนได้ด้วย ทั้งหมดนี้ล้วนเข้าอยู่ในกฏสภาวะแห่งธรรมชาติเฉกเช่นสิ่งมีชีวิตทั่วไป รวมทั้งผู้คนต้องใช้ชีวิตให้ดำเนินไปตามกฎนี้ อย่างที่ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้แก่ผู้ใด ไม่ว่าจะมีชื่อเสียงเรียงนามใดจะยศฐาบรรดาศักดิ์สูงส่งเช่นไร หรือยากจนข้นแค้น และต่ำต้อยเพียงใด ดังนั้นหากผู้เป็นมุสลิมมีชีวิตอยู่เพียงสภาวะทางธรรมชาติเท่าที่กล่าวมา หรือมากกว่า หรือน้อยกว่าจากที่กล่าวมาข้างต้น มุสลิมผู้นั้นก็จะเป็นเพียงชีวิตน้อย ๆ ที่อ่อนแอ รอเวลาแต่จะต้องล้มตายไปวัน ๆ เท่านั้น 


            การที่จะเป็นคนมุสลิมที่ดีนั้นจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่สอง คือ การที่ผู้เป็นมุสลิมมีความศรัทธาและใช้ชีวิตสอดคล้องตามคำสั่งสอน ของศาสนาที่สืบทอดมาจากการเทศนาเชิญชวนมนุษยชาติของบรรดาศาสดาอัมบิยา และรอซูล (ศาสนทูต) ทั้งหลาย มุสลิมจึงกลายเป็นบุคคลที่มีศรัทธาเด่นชัด มีความเชื่อที่ถูกต้อง ชีวิตแต่ละวันใช้ไปเพื่อจุดยืนนี้ มุสลิมกลายเป็นสักขีพยานแห่งความจริงที่ประจักษ์แก่โลกและมนุษย์ มุสลิมจึงมีค่าควรแก่การอยู่คู่กับโลกอย่างมีเกียรติ อยู่เคียงคู่กับมนุษย์ชาติ 


             ดังนั้น หากใช้คำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญท่านนี้มาเป็นกฏเกณฑ์ในการพิจารณาว่างานอดิเรก ไหนชาวมุสลิมไม่ควรกระทำ ก็จะต้องมาดูกันว่างานอดิเรกนั้น ๆ มีกิจกรรมใดบ้างที่หลักคำสอนศาสนาอิสลามได้ห้ามไว้ อย่างแรกและที่เป็นที่รู้ ๆ กัน ก็คือการดื่มสุราและเสพยาเสพติดต่าง ๆ นั้น ศาสนาอิสลามได้ห้ามไว้ ดังนั้น กิจกรรมยามว่างในวงเหล้าที่เป็นที่นิยมของคนไทยทั่วไป จึงไม่สมควรที่จะเป็นกิจกรรมยามว่างของชาวมุสลิม ทั้งนี้ การเข้าผับหรือสถานที่ท่องเที่ยวยามราตรีนั้นก็เป็นงานอดิเรกที่ไม่สมควร สำหรับชาวมุสลิม เพราะในผับนั้นมีตัวนำกิเลสอยู่มากที่จะนำไปสู่การกระทำผิดหลักศาสนาอิสลาม
    

         ในส่วนของการเล่นกีฬานั้น กีฬาส่วนใหญ่ก็เป็นงานอดิเรกที่ชาวมุสลิมกระทำกันโดยไม่ผิดกฏศาสนาแต่อย่าง ไร อย่างไรก็ตาม มีกีฬาบางประเภทที่อาจไม่สมควร ดร.ยูซุฟ อัล-ก็อรฎอวีย์ ได้ได้กล่าวถึง กีฬาหรือละเล่นที่อิสลามห้าม ในหนังสือ Mala mihul Mujtama al Muslim allazi nan shuduhu
        

     ลักษณะเด่นของสังคมอิสลามที่เราปรารถนา ดังนี้
     1. เป็นกีฬาหรือการละเล่นที่ทำให้เกิดอันตราย ถึงแม้จะไม่เกิดโทษในขณะเล่นเช่น มวย เป็นต้น


      2. กีฬาหรือการละเล่นที่มีการเปิดเผยเอาเราะฮฺ หรือ ส่วนสัดของร่างกายของผู้หญิง เล่นต่อหน้าผู้ชมชายที่ไม่ได้เป็นมะหฺรอม เช่น กีฬาว่ายน้ำ ยิมนาสติก พวกเธอควรเล่นในสระและโรงยิมเฉพาะสำหรับมุสลีมะฮฺ 


                          3. การเล่นที่มีลักษณะของมายากลโดยแท้ เพราะมายากลเป็นหนึ่งในเจ็ดบาปที่ทำให้เกิดความพินาศ มันถูกห้ามทั้งการสอนวิชาและเผยแพร่วิชา
                

                       4. การเล่นที่มีลักษณะของการคดโกง และกินทรัพย์ของผู้อื่นโดยมิชอบ
   

                       5. การเล่นที่ทำให้สัตว์บาดเจ็บ เช่น กีฬาชนไก่ ชนโคหรือ ชนแพะแกะ เพราะมีหลักฐานในเรื่องของการห้ามชนสัตว์ และไม่อนุมัติให้มนุษย์ละเล่นด้วยสัตว์จนทำให้บาดเจ็บเลือดออก แท้จริงใครไม่รักสัตว์ อัลลอฮฺจะไม่รักเขา

                          6. การเล่นที่เป็นการเสี่ยงทาย เช่น การชิงโชค ซึ่งจะแตกต่างการเล่นที่ต้องใช้ความสามารถและไหวพริบ


                          7. การเล่นที่เข้าข่ายของการพนันขันต่อ เป็นงมิตรใกล้ชิดกับสุราเมรัย อันเป็นสิ่งที่หะรอมในอิสลาม มันเป็นสิ่งโสมมที่เป็นการงานของเหล่าชัยฏอนมารร้าย



                          8. กีฬาหรือการละเล่นที่เป็นการทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ หรือดูถูกเหยียดหยามเพื่อนมนุษย์ เยาะเย้ย ทำให้เกิดความอับอายขายหน้า ทั้งส่วนบุคคล วงศ์ตระกูล หรือ สังคมใดสังคมหนึ่ง เช่น คนพิการ คนผิวสี หรือ อาชีพใดอาชีพหนึ่งเชื้อชาติใดๆ

                          9. การละเล่นที่เลยเถิดหรือเกินขอบเขต จนละเมิดต่อสิ่งอื่นๆ เช่น เล่นจนเลยเวลาอิบาดะฮฺซอลาฮฺ ศียาม หรือ เล่นจนเสียเวลาทำมาหากิน หรือกระทบต่อภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบ หลักมีอยู่ว่า “การเล่นเป็น ตะฮฺซีนียาต(ปัจจัยเสริม) ต้องไม่ละเมิดปัจจัย ฮาญียาต(ปัจจัยที่จำเป็นกว่า) และต้องละเมิด ปัจจัยฎอรูรียาต(จำเป็นที่สุด) ก็คงจะพอนึกภาพออกแล้วว่ากิจกรรมใดที่ชาวมุสลิมที่ดีไม่ควรนำมากระทำเป็นงาน อดิเรก น่าเสียดายที่เวลารายการของเราก็หมดแล้วในวันนี้ อาทิตย์หน้าเราจะมาพูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อใหญ่อีกหัวข้อหนึ่งของศาสนาอิสลาม คือ การทำซะกาต 


------------------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2554

มารู้จักนกฮุด-ฮุด กันเถอะ

          นกฮุด-ฮุด หรือ นกกระรางหัวขวาน (Hoopoe) เป็นนกในวงศ์ Upupidae ซึ่งเป็น วงศ์ที่เล็กที่สุดเพราะมีนกในวงศ์นี้อยู่เพียงชนิดเดียวเท่านั้น คือนกกระรางหัวขวาน(Upupa epops)นั่นเอง

          นกกระรางหัวขวานเป็นนกขนาดกลางเท่านกเอี้ยงสาริกา ลำตัว เพรียวยาวประมาณ 31 เซนติเมตร รวมทั้งปากซึ่งยาว 6 เซนติเมตร และ หางยาว 11 เซนติเมตร เป็นนกที่มีสีสวยงามสะดุดตามาก มีลักษณะหลาย อย่างที่ดูเด่นและจำได้ง่าย สามารถแยกออกจากนกชนิดอื่นได้ในทันทีที่มองเห็น คือ มีลำตัวตั้งแต่หัว คอ ไหล่ และอก สีน้ำตาลอมชมพู หลัง ปีก และหางสีดำสลับลายขวางสีขาวตัดกันเด่นชัด มองดูคลัายสีของม้าลาย ที่เด่นที่สุดคือขนยาวๆ บนหัวที่บางคนเรียกว่าหงอน ซึ่งมีสีน้ำตาลแดง ปลายขนสีดำ ปกติขนนี้จะพับเอนราบไปกับหัว แต่เวลาตื่นเต้นจะคลี่ออก มีลักษณะ เป็นพุ่มคล้ายพัด หรือคล้ายขนนกที่พวกอินเดียนแดงใช้ปักศีรษะ ด้านท้องมีสีครีม ทั้งนกตัวผู้และตัวเมียคล้ายกันมาก ต่างกันที่นกตัวเมีย มีขนาดเล็กกว่าและมีสีจางกว่าตัวผู้เล็กน้อย

         สำหรับที่พบในประเทศไทยนั้นเป็นชนิดย่อย Upupa epops longirostris นกกระรางหัวขวานชอบอาศัยอยู่ตามทุ่งโล่ง ป่าเบญจพรรณ ป่า ละเมาะและพื้นที่เกษตรกรรมตั้งแต่ที่ราบจนถึงระดับความสูง 1,500 เมตร หากินตัวเดียว เป็นคู่ เป็นฝูงเล็กๆ บางครั้งพบหากินฝูงใหญ่เกิน 25 ตัว เดินหากินไปตามพื้นป่าหรือพื้นหญ้า ใช้จะงอยปากทิ่มหรือสักลงไปบนพื้นดิน พื้นทราย กอหญ้า หรือพลิกใบไม้เพื่อหาอาหาร น้อยครั้งที่จะบินจับแมลงกิน ในอากาศ อาหารส่วนใหญ่เป็นแมลงหรือตัวอ่อนของแมลง เช่นแมลงปีกแข็ง จิ้งหรีด ตั๊กแตน มด ปลวก นอกจากนั้นยังกินสัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก อีกด้วย ขณะที่นกก้มลงไซ้ปากไปตามพื้นดินนั้นมันจะพับหงอนไปทาง ด้านหลัง มองไกลๆ คล้ายหัวขวานอันเล็กๆ มันจะคลี่หงอนออกมาในช่วง สั้นๆ เช่น เวลาบินมาเกาะใหม่ๆ เวลาตกใจ และหงอนจะตั้งสูงมากขณะ ที่นกต่อสู้กันเพื่อแย่งคู่และอาณาเขตครอบครองในฤดูผสมพันธุ์
         นกกระรางหัวขวาน ได้ชื่อว่า “Hoopoe” ตามเสียงร้องของมัน คือ มันจะร้องดัง ฮู-ปู หรือ ฮู-ปู-ปู (ho-po-po) หรือดัง ฮุด-ฮุด-ฮุด (hud-hud-hud) จะร้องเป็นช่วงๆ ซ้ำๆ กัน ประมาณ 2-3 วินาที


http://www.tistr.or.th/t/publication/page_area_show_bc.asp?i1=40&i2=4


                เรื่องของนกฮุด-ฮุด ศึกษาได้
ในกุรอาน ซูเราะห์ อัล-นัมลฺ
                และควรอ่านควบคู่ไปกับตักซีฟ ของท่านเมาดูดียฺ ด้วยนะครับ


วัสสลาม......
















วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

โต Hangman เส้นทางสู่ศรัทธา



โต Hangman 
ฟิรเดาซ์ ศรัทธายิ่ง จากหนุ่มนักร้องดังสู่ห้วงแห่งศรัทธา

ทีมงาน อิสลาม.net : วันนี้ทีมงาน อิสลาม.net ได้มีแขกรับเชิญที่ทุกท่านอ
าจจะ รู้จักกันดี ในนาม ของ โต silly fool หรือ โต hang man แต่วันนี้ พี่โตจะมาในนามของ ฟิรเดาซ์ ศรัทธายิ่ง ที่จะเล่าถึงชีวิต มุสลิมและ การแสดงจุดยืนที่ถูกต้องของมุสลิม

ทีมงาน อิสลาม.net : อัสสลามมู่อ้าลัยกุ้มครับ ( ขอความสันติประสบแด่ท่านผู้
เป็นมุสลิม) รบกวนพี่โต แนะนำตัวนึดนึงครับ

พี่ โต : อัสลามมู่อ้าลัยกุ้มวะเราะม
าตุ้ลลอฮิวะบะเราะกาตุ

ทีมงาน อิสลาม .net : ครับ นี่คือ พี่โต ในแบบฉบับผู้ศรัทธา ก่อนอื่นต้องรบกวนพี่โต เล่าถึงชีวิตมุสลิม ที่ผ่านมาสักนิด ครับ

พี่ โต : อืม ............. จะเริ่มยังไงดีล่ะ ก่อนอื่นก็คงต้อง อัลฮัมดุลิ้ลลาฮ์ก่อน เพราะไม่มีใคร รู้จัก อิสลามได้ ถ้า อัลลอฮ์ ไม่เปิดใจให้ อัลลอฮ์ต้องให้รอมัต (ความโปรดปราน) ก่อน และคุณถึงจะได้รู้จักอิสลาม
มันไม่ใช่แฟชั่น ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น มันคือ ความจริง ซึ่ง เป็นนิสัยของผมตั้งแต่เด็กแล้ว ผมเป็นคนชอบการค้นหาความจริง และ การที่ผมเล่นดนตรีก็เพราะต้องการบอกความจริงในสิ่งที่ผมพอ จะรู้บ้าง ชื่อเสียง หรือเงินทอง เป็นเรื่องที่หลังจากนั้น ไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่ในบางครั้งที่ผิดไป ก็เพราะเราใช้ชีวิต ดำเนินไปตามกระแสสังคม เราคิดไปว่ามันไม่ผิด เพราะเราไม่รู้ เราจึงทำไปโดยคิดว่าไม่ผิด เช่น บางคนเรียนทนาย คิดว่ามันสวยหรู แต่จริงๆแล้วจะมีสักกี่คน ว่ากฏหมายที่ไม่ใช่ ชะรีอัต นั้น ฮาลาม การใช้ชีวิตของผม ก็เป็นวัยรุ่นธรรมดาคนหนึ่ง แต่ถ้าเรารู้แล้ว ว่า อันไหน ฮารอม ไม่ฮารอม ผมคิดว่า คนที่จะรู้ได้ อัลลอฮ์จะต้องรัก อัลลอฮ์จะลงบททดสอบ หรือบาลาห์ (ลงโทษ) เพื่อให้รู้ว่าพระองค์ทรงมีอยู่จริง ซึ่งผมก็โดนเช่นนั้น และผมก็ถือว่า อัลลอฮ์รักผม

ทีม งาน อิสลาม .net : ถ้าจะพูดไปแล้ว พี่โต ก็ถอนตัวออกมาจากวงการ แฟชั่น ดนตรี ออกมาเยอะพอสมควร อะไรคือ แรงจูงใจ หรือแรง บันดาลใจครับ

พี่ โต : ข้อแรก คือ ความผิดหวัง ที่ไม่สามารถ จะถ่ายถอดความรู้ ความจริง ผ่านดนตรีได้ เพราะ ผมไม่เคยเขียนดนตรี เกี่ยวกับการเมือง พอผมเริ่มรู้ว่าดนตรี มันถ่ายถอดเรื่องชีวิตไม่ได
้ ถ่ายถอดความถูกต้อง อะไรถูก อะไรผิด ไม่สามารถทำให้คน คิดดี ทำดีได้ ผมก็เริ่มผิดหวัง และ ผมก็เริ่มหาวิธีว่าความจริงมันคืออะไร ผมก็ถอยออกมาคิดดูชีวตตัวเองก่อน ว่า จริงๆ แล้ว เราคือใคร เกิดมาทำไม ใครสร้างเรา ศาสนาคืออะไร ศาสนาอื่นๆ เป็นอย่างไร และ ศาสนาของเราเป็นอย่างไร มันเริ่มจากความสงสัย เป็นลักษณะอย่างหนึ่งของผมตั้ง แต่เด็ก และ อัลลอฮ์ให้ที่บ้านผม ชอบคุยกันเรื่อง ปรัชญาความคิด ศาสนา ไอ้เรื่องดนตรี เนี่ยจริงๆ ที่คนเห็น มันคือประเด็นของสื่อ แต่จุดประสงค์ตอนแรก ของผมไม่ใช่อย่างนั้น ผมไม่ได้อยากดัง ผมแค่อยากสื่อสิ่งดีๆ ให้คนคิด นั่นคือ ความตั้งใจแรกของผม และผมก็ทราบว่า เราพูดสิ่งดีๆผ่านดนตรีมันไม่โดนใจ แต่ถ้าเราพูด สิ่งที่เป็นของ ซาตานซิ่งเป็นอัปมงคล มันจะโดนใจผู้คน

มันทำให้ผมคิดได้ว่า วิธีเดียวที่ผมค้นพบ คือจะต้องพูดความจริง และ ผมก็ได้รู้มากขึ้นหลังจากได
้อ่าน คัมภีร์อัลกรุอานฉบับแปล ทุกครั้งในห้องก่อนทีผมจะแสดงคอนเสิร์ต วันละ 2-3 ชั่วโมง ผมก็เริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น และ ผมก็อยากจะพูดในสิ่งที่ผมรู้ แต่มันก็ไม่สามารถที่จะถ่ายทอดผ่านดนตรีได้ เพราะถ้าทำได้ ท่านนบี ก็คงเป็นนักร้องไปแล้ว ผมก็เลยคิดว่าผมควรจะพูดเป็นภาษาคนปกติ เผื่อว่าจะเข้าไปใจจิตใจคนได้ดีขึ้น ตอนนี้รู้สึกว่าดนตรีเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สื่อสารไม่ได้ เพราะคนไม่มองว่าผมต้องการสื่อ อะไร มองกันแต่ภาพลักษณ์ว่า เท่ รวย ไม่ยอมมองว่าผมทำอะไร อย่างที่ท่านนบีบอก ว่าใช้ไม่ได้ ก็เลยค่อยๆถอนตัวออกมา ปีที่แล้วผมก็ไปฮัจย์มา ก็ขอดุอาว่าถ้าไม่ดีเป็นบาปจริง ก็ ขอให้อัลลอฮ์เอาออกไปด้วย

ทีมงาน อิสลาม .net : ก่อนจะมาถึง จุดนี้ต้องต่อสู้อะไรมาบ้าง
ครับ

พี่โต : ผมคิดว่าเรื่องต่อสู้ มันเป็นเรื่องเล็กน้อยนะครั
บ แม้กระทั่งเรื่องดนตรีผมก็งัดกับเค้ามาเยอะเหมือนกันไม่ว่าจะกับใครก็ตาม แต่เรื่องความถูกต้องผมยิ่งยอมไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าผมคิดว่าผมเดินถูกทางแล้ว เป็นนิสัยของผม ผิด คือ ผิด ถูกคือถูก จะเอาของผิดมาให้ผมพูดว่าถูกไม่ได้ และผมก็คิดว่า อิสลามมัน unlimited สำหรับผมแล้วมันถูกต้องที่สุด

ทีมงาน อิสลาม .net : ถ้า พี่โต มั่นใจขนาดนี้แสดงว่า ได้ศึกษาศาสนาอื่นมาบ้างแล้


พี่โต : ก็ศึกษาครับ อย่างที่โรงแรมมีไบเบิ้ล ผมก็หยิบมาอ่าน พระเทศผมก็ฟัง แต่สุดท้ายก็ เลือกอิสลาม

สุดท้ายพี่โตก็ได้ฝากพวกเรา
ว่า โลกนี้จริงๆแล้วไม่มีอะไรของจริงอยู่ที่ โลกอาคิเราะห์ โลกนี้แค่ทางผ่านเท่านั้น

ทีมงานหวังว่าทุกท่าน จะนำไปคิดให้มาก และ ขอดุอาฮ์ให้ทุกท่านประสบกับ
ทางนำ และแสงสว่าง

กังฟูมุสลิม

    
      เป็นที่รู้กันดีในประเทศจีนว่าชาวหุยหรือ ชาวจีนมุสลิม เป็นกลุ่มชนที่อดทนและกล้าหาญอย่างยิ่ง บรรพบุรุษของพวกเขาฟันฝ่าภยันตรายข้ามน้ำข้ามทะเลจากคาบสมุทรอารเบียและแผ่น ดินเปอร์เซียมาค้าขายยังจักรวรรดิจีน เมื่อพวกเขาตั้งรกรากสืบลูกหลานในประเทศจีนแล้ว ศิลปะวัฒนธรรมของจีนอย่างหนึ่งที่ชาวหุยนิยมชมชอบเป็นพิเศษคือ ศิลปะการป้องกันตัวของจีนที่เรียกว่า กังฟู หรือ วูซู หรือ อู่ซู่ เช่น กังฟูประเภท ซุยเจียว (Shuai Chiao หรือ มวยปล้ำจีน), เผ่าเฉวียน (Pao Quan), ทงเป่ยเฉวียน (Tong Bei Quan), ลิ่วเหอเฉวียน (Liu He Quan), ไท่จี๋เฉวียน (Tai Tzu Chang Quan), ปาจี๋เฉวียน (Baji Quan), พิกั้วเฉวียน (Piqua Quan)
 
     ชาวหุยพยายามฝึกปรือจนเป็นเลิศในด้านกังฟู และในที่สุดพวกเขาก็พัฒนาสไตล์กังฟูของตัวเองขึ้นมาจนโด่งดังถึงทุกวันนี้เช่น ชาเฉวียน (Cha Quan), หัวเฉวียน (Hua Quan), ถานถุ้ย 10 ท่า (10 Routine Tan Tui หรือ Tom Toy), ลิ่วลู่ต้วนเฉวียน (Liu Lu Duan Quan), โถ่ยเฉวียน (Toi Quan), หยงชานเฉวียน (Yong Chan Quan) ซึ่งสไตล์เหล่านี้ชาวหุยปรับปรุงมาจากวูซูดั้งเดิมต่างๆ ของทางเหนือ
     ก่อนจะมีการคิดค้นอาวุธปืนขึ้นมา การสู้รบและป้องกันตัวในประเทศจีนจะใช้วิชากังฟูเป็นหลัก ผู้นำชาวหุยมักเรียกร้องให้ชาวหุยฝึกหัดกังฟูให้เชี่ยวชาญ พวกเขาถือว่าการฝึกกังฟูเป็นการ "ฝึกตนเพื่อพระผู้เป็นเจ้า" ซึ่งช่วยให้ชาวหุยมีวินัยและกล้าหาญโดยเฉพาะพวกเขาต้องอยู่รอดให้ได้ในดินแดนที่มิใช่ปิตุภูมิของตนเอง
     และจนกระทั่งทุกวันนี้ ในงานฉลอง 3 เทศกาลสำคัญของชาวหุยทั้งวันไบรัมเล็ก (วันออกบวชเล็ก, ตรุษอิดิลฟิตรีย์) วันกุรบ่าน (วันออกบวชใหญ่, ตรุษอิดิลอัดฮา) และ วันเมาลิด ชาวหุยจะจัดการแข่งขันวูซู หรือไม่ก็แสดงวูซูโชว์ที่มัสยิดเสมอๆ
     ชาวหุยเป็นนักสู้ที่ห้าวหาญ ในอดีตพวกเขาจำนวนมากรับราชการทหาร และสามารถไต่เต้าเป็นนายพลหรือแม่ทัพมากมาย และเช่นกันที่ชาวหุยจะจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิอย่างที่สุด แม้พวกเขาจะเป็นลูกหลานชาวต่างชาติก็ตาม
ความจงรักภักดีของชาวหุยต่อจักรวรรดิจีน
     หลังจากกองทัพมองโกลเข้ายึดครองประเทศจีน ก่อตั้งราชวงศ์หยวน (ค.ศ.1279-1368) ชาวจีนฮั่นวางแผนโค่นล้มราชวงศ์ของชาวมองโกลหลายครั้ง และเป็น จูหยวนจาง ชาวนาผู้นำทัพชาวจีนขับไล่มองโกลออกไปจากแผ่นดินจีนได้ จูหยวนจางผู้เป็นปฐมจักรพรรดิราชวงศ์หมิงไม่เคยประกาศว่าพระองค์เป็นมุสลิม แต่แม่ทัพใกล้ชิดของพระองค์ทั้ง 6 คนเป็นมุสลิมแน่นอน ซึ่งได้แก่ ชางอี้ว์ชุน (Chang Yuchun), หูต้าไห่ (Hu Dahai), หมู่อิง (Mu Ying), หลันอี้ว์ (Lan Yu), เฟิงเซิง (Feng Sheng), และ ติงเต้อซิง (Ding Dexing) ซึ่งแม่ทัพทั้ง 6 คนเป็นปรมาจารย์วูซูชื่อดังของยุคนั้น แม่ทัพชางอี้ว์ชุนเป็นผู้คิดค้นวูซูที่โด่งดังคือ ไค่ผิงเฉียงฟา (Kai Ping Qiang Fa) หรือ การต่อสู้ด้วยทวน วูซูประเภทนี้ยังคงสอนกันอยู่ในเมืองจีนจนกระทั่งทุกวันนี้ ส่วนแม่ทัพเฟิงเซิงมีผลงานโดดเด่นจนจูหยวนจางโปรดเกล้าให้เป็น "มหาอำมาตย์เฟิงแห่งราชวงศ์ซ่ง"
     ส่วนปรมาจารย์กังฟูมุสลิมที่โด่งดังอีกคนหนึ่งก็คือ เจิ้งเหอ ยอดแม่ทัพเรือแห่งราชวงศ์หมิง
     ช่วงบ้านเมืองวุ่นวายในช่วงปลายราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) เมื่อชาวแมนจูเข้ารุกรานจักรวรรดิจีนระลอกแล้วระลอกเล่า และท้ายที่สุดเข้ายึดครองแผ่นดินจีนได้ ชาวหุยได้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวฮั่นในการต่อต้านราชวงศ์ชิงหลาย ครั้ง หม่าโส่วอิง (Ma Shou Ying) ชาวหุยมุสลิมร่วมมือกับ หลี่จื้อเฉิง (Li Zi Cheng หรือ King Cheng) ในการนำกองทัพชาวจีนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนมุสลิมต่อต้านกองทัพแมนจู หม่าถูกเรียกว่า "เหล่าหุยหุย" (Lao Hui Hui) หรือ "หุยอาวุโส" และกองทหารของเขาถูกเรียกว่า "กองทหารเหล่าหุยหุย" (Lao Hui Hui Battalion) แม้ ช่วงที่แมนจูยึดครองประเทศจีนได้แล้ว ชาวหุยก็ไม่หยุดต่อต้านราชวงศ์แมนจูเพื่อฟื้นฟูราชวงศ์หมิง เพราะราชวงศ์หมิงเป็นราชวงศ์จีนแท้ๆ มิใช่ชาวต่างชาติที่มายึดครองเช่นชาวแมนจู
ในปีค.ศ.1862 ตูเหวินซิ่ว (Di Wen Xiu) เคยนำทัพชาวหุยในมณฑลยูนนานต่อต้านจักรพรรดิถ่งจื่อ (Tong Zhi) แห่งราชวงศ์ชิง และเขาสามารถยึดพื้นที่แถบตะวันตกเฉียงเหนือ และตะวันตกเฉียงใต้ได้มากมาย

     และเพราะการที่ชาวหุยมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์จีนสูงเช่นนี้แหละ ตลอดสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1911) ชาวหุยจึงไม่ได้รับความปรานีจากแมนจูเลย หากชาวหุยแสดงให้เห็นเพียงนิดว่ากระด้างกระเดื่องต่อผู้ปกครองชาวแมนจู พวกเขาจะถูกแมนจูปราบอย่างเหี้ยมโหด ชาวหุยยังถูกห้ามมิให้เดินไปไหนด้วยกันเกิน 3 คน ห้ามพกพาอาวุธ ส่วนชาวหุยคนใดประกอบอาชญากรรมแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจโดนข้อหาหนักถึงขั้น เป็นกบฏต่อแผ่นดิน และถูกตราหน้าว่าเป็น "หุยกบฏ" การ ลงโทษเช่นนี้ก็เพื่อต้องการให้ชาวหุยได้รับความอับอาย ในขณะเดียวกันก็เพื่อข่มขู่มิให้พวกเขาลุกฮือขึ้นมาต่อต้านราชวงศ์ชิงอีก แต่การปราบปรามดังกล่าวกลับทำให้ชาวหุยมีความมุ่งมั่นยิ่งกว่าเดิม!

บทบาทของชาวหุยต่อกังฟูจีน
Hui Contribution to Chinese Kung Fu
หลังราชวงศ์หมิงล่มสลายไปแล้ว ราชวงศ์ชิงห้ามชาวหุยฝึกกังฟูอีก แต่นั่นกลับทำให้ปรมาจารย์กังฟูมุสลิมแอบพัฒนากังฟูแบบฉบับของตนเอง จนกระทั่งกังฟูมุสลิมยืนยงอยู่บนแผ่นดินจีนจนกระทั่งทุกวันนี้
ในหนังสือ จี่เสี่ยวสินซู (Jixiao Xinshu) เขียนโดย ชีจี้กวาง (Qi Ji Guang) นักกลยุทธ์การทหารสมัยหมิงระบุว่า สำนักกังฟูที่โดดเด่นด้านการใช้ทวนมีอยู่ 3 สำนัก ได้แก่ สำนักทวนตระกูลหยาง (Yang) ตระกูลหม่า (Ma) และตระกูลซา (Sha) ซึ่งทั้งตระกูลหม่าและตระกูลซาเป็นชาวหุยมุสลิม ทุกวันนี้ลูกหลานของทั้งสองตระกูลยังคงสืบทอดตำราทวนต้นตำรับของตระกูล

     นอกจากนี้ "หุยหุยซือปาโจว" (Hui Hui Shi ba Zhou หรือ การฝึกการต่อสู้ 18 หมัดมวยของชาวหุย) ยังขึ้นชื่อว่าเป็นการฝึกการต่อสู้ที่ดีที่สุด
     กานเฟิงชี (Gan Feng Chi) ผู้นำชื่อก้องในการต่อต้านราชวงศ์ชิงได้รวมการฝึก 18 หมัดมวยของชาวหุยไว้ในหนังสือดังของเขาชื่อ    หัวเฉวียนจงเจี้ยงฟา (Hua Quan zong Jiang Fa หรือ การสนทนาเรื่องหมัดมวยท่าสวยงาม

ปรมาจารย์วูซูชาวหุยชื่อดังมีจำนวนมากทีเดียว พวกเขาชนะการแข่งขันมากมาย และก็เก่งวูซูหลายๆ แบบ เช่น

     หวังจื่อผิง (Wang Zi Ping ค.ศ.1881-1973) เป็นปรมาจารย์วูซูประเภท ชาเฉวียน เขา คว่ำคู่ต่อสู้ชาวต่างชาติในการแข่งขันชกมวยมานับไม่ถ้วนทั้งนักมวยชาวรัส เซีย อเมริกัน ญี่ปุ่น และเยอรมนี โดยเฉพาะนักมวยชาวรัสเซียผู้ได้ฉายาว่า "ชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในโลก" ถูกหวังจื่อผิงคว่ำจนเสียมวยในการแข่งขันชกมวยที่เซ็นทรัลพาร์ค กรุงปักกิ่ง ปีค.ศ.1918

     ปรมาจารย์หวังมีชื่อเล่นว่า หยอนอาน (Yon An) เป็นชาวหุยมุสลิมจากเมืองชางโจว มณฑลเหอเป่ย เขาเกิดในตระกูลวูซู ตอนเด็กๆ เขาเรียนวูซูจากญาติผู้พี่ ต่อมาศึกษาวูซูประเภท หัวเฉวียน (Hua Quan) จาก ซาเปาสิง (Sha Bao Xing) และ หม่าหยุนหลง (Ma Yun Long) และเรียนวูซูประเภทชาเฉวียนจากอิหม่ามหยางหงซิ่ว (Yang Hong Xiu) ต่อ มาในปีค.ศ.1928 หลังจากมีการก่อตั้งสถาบันกลางศิลปะการป้องกันตัวแห่งประเทศจีน หวังจื่อผิงได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณบดีของคณะเส้าหลิน ต่อมาเขาเป็นรองประธานสมาคมวูซูประเทศจีน
     ในปีค.ศ.1960 หวังซึ่งเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวของโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีจีนสมัยนั้นได้ติดตามโจวเอินไหลไปในการเยือนประเทศพม่า และหวังได้แสดงศิลปะการต่อสู้ของจีนในครั้งนั้นด้วย ซึ่งน่าทึ่งอย่างยิ่งกับความแข็งแกร่งของร่างกายในวัย 80 เช่นนั้น ความแข็งแกร่งของเขาทำให้หวังได้ชื่อว่าเป็น "ราชาพันปอนด์" หวังเป็นหนึ่งในยอดปรมาจารย์วูซูของจีนแห่งศตวรรษที่ 20

     หม่าฟงถู (Ma Fengtu ค.ศ.1888-1973) เป็นปรมาจารย์วูซูชาวหุยอีกคนหนึ่ง เขาเป็นนายพลในกองทัพของ เฟิงอี้ว์เซียง (Feng Yuxiang) และเป็นบิดาของ หม่าเสียนต้า 1 ใน 4 ของ ต้วนระดับ 9 ของยุคปัจจุบัน ในปีค.ศ.1919 หม่าฟงถูได้ก่อตั้งสมาคมนักรบผู้รักชาติแห่งประเทศจีน

      หม่าอิงถู (Ma Yintu ค.ศ.1898-1956) น้อง ชายของหม่าฟงถู ก็เป็นปรมาจารย์วูซูชาวหุยอีกคนหนึ่ง เขาชนะเลิศการแข่งขันวูซูแห่งชาติครั้งที่ 1 ในปีค.ศ.1929 หม่าอิงถูเป็นอาจารย์ของ จางเหวินกวาง (Zhang Wenguang) ยอดวูซูชาวหุยผู้ครองตำแหน่ง ต้วนระดับ 9 อีกคนหนึ่ง (ต้วนระดับ 9 หรือปรมาจารย์วูซูขั้นสูงสุดของจีนในปัจจุบันมีเพียง 4 คน

     จางเหวินกวาง เป็นปรมาจารย์วูซูประเภทชาเฉวียน เขาชนะการข่งขันมานับไม่ถ้วน ในปีค.ศ.1936 จางนำทีมกังฟูของชาติจีนไปแสดงโชว์เผยแพร่สู่สายตาชาวโลกในการแข่งขันกีฬา โอลิมปิกครั้งที่ 11  ต่อมาจางเป็นรองประธานสมาคมวูซูแห่งประเทศจีน ปัจจุบันจางเป็น 1 ใน 4 ของต้วนระดับ 9 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของกังฟูจีน เขาเป็นบุคลากรสำคัญที่สุดคนหนึ่งของวงการกังฟูยุคปัจจุบัน จางยังคงสอนกังฟูอยู่ที่มหาวิทยาลัยพลศึกษาปักกิ่ง สุดยอดมหาวิทยาลัยกีฬาของจีน

     แม้แต่วัดเส้าหลินก็ยังรับเอาวูซูประเภทถานถุ้ย (Tun Tui หรือ Tom Toy) หรือขาสปริง (Spring Leg) ของ ชาวหุยมาให้นักเรียนวูซูฝึก เพื่อให้ใช้ขาได้คล่องแคล่ว นอกจากนี้แล้วโรงเรียนกังฟูทางเหนือและทางใต้ก็รับเอาวูซูถานถุ้ยของชาวหุย ไปฝึกด้วย ในวงการกังฟูของจีนมักมีคำพูดติดปากว่า "หากถานถุ้ยของคุณดีละก้อ กังฟูของคุณก็ต้องดีตามไปด้วย"

     กังฟูถานถุ้ยของชาวหุยได้รับความนิยมไปทั่วประเทศจีน ทำให้เกิดคำพูดว่า "จากนานจิงไปจนถึงปักกิ่ง กังฟูที่เตะเก่งที่สุดต้องเป็นพวกหุยมุสลิมเท่านั้น" ทั้งกังฟูประเภทชาเฉวียนและหัวเฉวียนที่โรงเรียนกังฟูประเภทหมัดยาวของทาง เหนือชอบฝึกกันนั้นมาจากการพัฒนาของชาวหุยทั้งสิ้น กังฟูอีกหลายประเภทที่พัฒนาโดยชาวหุยได้แก่

  • ปาจี๋เฉวียน (Ba Ji Quan หมัดแปดปรมัตถ์ หรือ แปดสุดยอด) สืบทอดมาโดย อู๋จง (Wu Zhong) ยอดกังฟูมุสลิมอีกคนหนึ่ง ปาจี๋สายตระกูลอู๋ยังสืบทอดกันมาจนทุกวันนี้ ทายาทผู้สืบทอดปาจี๋สายตระกูลอู๋ในปัจจุบันคือ อู๋เหลียนจื่อ (Wu LianZhi)
  • ลิ่วเหอ (Liu He หกประสาน)
  • ลิ่วเหอเฉวียน (Liu He Quan)
  • เหอเป่ย สิ่งอี้เฉวียน (Hebei Xing I Quan)
  • ทงเป่ยเฉวียน (Tong Bei Quan)
  • พิกั้วเฉวียน (Pi Qua Quan)
  • ลิ่วเหอปาฟา (Liu He Ba Fa)
อย่างไรก็ตาม กำเนิดของกังฟูประเภทชา-หัวเฉวียน และถานถุ้ย ยังมีทั้งความขัดแย้งและความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง
กำเนิดของกังฟูประเภทชาและหัว
The Origin of the Cha and Hua Style
     จากบันทึกของตระกูลชา กังฟูชาเฉวียนได้รับความนิยมสูงและเป็นศิลปะการต่อสู้ของทางเหนือของจีนที่ เก่าแก่มากทีเดียว กังฟูชาเฉวียนถือกำเนิดขึ้นในยุคเดียวกับที่เส้าหลินเริ่มพัฒนาขึ้นมา กังฟูชาเฉวียนเน้นเรื่องความไว การเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่ว สามารถหยุดลงอย่างฉับพลันทันที และแน่นิ่งอยู่ในท่านั้น ผู้ฝึกกังฟูท่านี้ต้อง "วูบหนึ่งเคลื่อนไปคล้ายลมพัดไหว อีกวูบหนึ่งตรึงกับที่แน่นิ่ง"

     ชาเฉวียนถือกำเนิดขึ้นมาในสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) เรื่องมีอยู่ว่า พระจักรพรรดิได้ส่งกองทัพไปยังภาคตะวันออกเพื่อขับไล่ผู้รุกรานจากต่างแดน เมื่อกองทัพเคลื่อนถึงเมืองกวานเสียน (Guanxian ปัจจุบันอยู่ในมณฑลซันตง) นายพลคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวหุยมุสลิมชื่อว่า หัวจงฉี (Hua Zong Qi) เกิดบาดเจ็บขึ้นมา เขาจึงต้องพักรักษาตัวอยู่ที่นั่น ในขณะที่กองทัพยังคงมุ่งหน้าต่อไป หัวซงฉีได้รับการดูแลรักษาพยาบาลของชาวนาในหมู่บ้าน เมื่อหายป่วยดีแล้ว นายพลหัวจึงตอบแทนชาวบ้านเหล่านั้นด้วยการสอนกังฟูให้ หัวเรียกกังฟูประเภทนี้ว่า เจียนซื่อเฉวียน (Jianzi Quan หรือ Framed Boxing)

     ผู้คนชื่นชอบความสามารถด้านวูซูของนายพลหัวมาก เลยมาสมัครเป็นสาวกฝึกกังฟูกันมากมาย ต่อมาชั้นเรียนกังฟูของนายพลหัวชักจะขยายใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ท่านนายพลเลยให้ ชาหยวนอี้ (Cha Yuan Yi) ศิษย์ เอกของท่านเดินทางมาจากบ้านเกิดเพื่อมาช่วยสอนด้วย ชาหยวนอี้ก็เป็นยอดวูซู แต่เจี้ยนซี่เฉวียนของเขาแตกต่างจากของนายพลหัวเล็กน้อย แบบนายพลหัวจะเคลื่อนไหวเยอะมากเลยถูกเรียกว่า ต้าเจี่ยเฉวียน (Da Jia Quan หรือ Big Fram Boxing) ในขณะที่แบบของชาหยวนอี้จะเร็วและเคลื่อนไหวอย่างรัดกุมกว่า เลยถูกเรียกว่า เซี่ยวเจี่ยเฉวียน (Xiao Jia Quan หรือ Small Frame Boxing) แต่ทั้งสองก็ถือเป็นวูซูประเภทเดียวกัน

     ต่อมาชาวบ้านเลยเรียกกังฟูประเภทนี้เสียใหม่ว่า "กังฟูชา-หัว" แบบของนายพลหัวมี 4 ท่า (Routines หรือ Forms) ซึ่งมีการเคลื่อนไหวช้า ยาวนานและสมบูรณ์แบบ ชื่อของทั้ง 4 ท่า เรียกกันง่ายๆ ว่า หัวเฉวียนที่ 1-4 ส่วนแบบของชามี 10 ท่า มีความยาวและความยากง่ายต่างกันออกไป ท่าของชายังคงฝึกหัดกันอยู่จนทุกวันนี้ในโรงเรียนกังฟูหมัดยาวทางเหนือของ จีน โดยเฉพาะท่าที่ 4 และ 5 ซึ่งทั้งสองท่าเป็นท่าที่มีอิทธิพลอย่างมากในการฝึกกังฟูชาเฉวียน (หมัดยาว) ในประเทศจีนทุกวันนี้ ซึ่งนำเทคนิคต่างๆ มาจากกังฟูของชาวหุย

     ในรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง (ค.ศ.1736-95) ราชวงศ์ชิง กังฟูแบบชา-หัวแบ่งเป็น 3 สำนัก ทั้งหมดตั้งอยู่ที่เมืองกวานเสียน มณฑลซันตง
(1)   แบบจาง (Zhang Style) ปรมาจารย์คือ จางฉี (Zhang Qi) จากหมู่บ้านจางหยิน เมืองกวานเสียน กังฟูแบบนี้จะเร็ว คล่องแคล่ว ว่องไว และกระทัดรัด
(2)   แบบหยาง (Yang Style) ปรมาจารย์คือ อิหม่ามหยางหงซิ่ว (Yang Hong Xiu) จากทางใต้ของเมืองกวานเสียน แบบนี้จะออกหมัดตรงๆ ง่ายๆ และเผด็จศึกอย่างสวยงาม
(3)   แบบหลี่ (Li Style) ปรมาจารย์คือ หลี่เอิ้นจีว์ (Li Enju) จากจี๋หนิง แบบนี้มีพลังมาก ต่อเนื่องและแน่วแน่

     ลักษณะทั่วไปของกังฟูแบบชา-หัวมีการเคลื่อนไหวและเทคนิคที่สวยงาม ง่ายเด่นชัด ต่อเนื่อง และมีจังหวะในการเผด็จศึก มีการออกหมัดที่แข็งแกร่งทรงพลังอย่างรวดเร็ว และใช้พลังอย่างมีประโยชน์ที่สุด ในการต่อสู้จะใช้ทั้งหมัดและขาในคราวเดียวกันเพื่อจัดการกับคู่ต่อสู้ การออกหมัดต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเคลื่อนตัวที่คล่องแคล่ว เพื่อตบตาหรือหลอกคู่ต่อสู้ และจัดการกับคู่ต่อสู้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด
กำเนิดกังฟูประเภทถานถุ้ย
The Origin of the Tan Tui or Tom Toy Style
     กังฟูถานถุ้ยหรือขาสปริงใหม่กว่าแบบชาเฉวียนหลายศตวรรษ พัฒนาขึ้นมาในสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.13681644) ชาวหุยนิยมกังฟูถานถุ้ยแบบ 10 ท่า (10 routines) มากที่สุด

     กังฟูถานถุ้ยพัฒนาขึ้นมาโดยชาวหุยจากซินเจียงชื่อ ชาซางเอ้อ (Cha Shang Yir ค.ศ.1568-1644) ชื่อมุสลิมของเขาคือ ชามีร์ หรือ จามิล (Chamir หรือ Jamil) ช่วง ที่ชามีร์อยู่ในวัยกลางคน ชายฝั่งทะเลตะวันออกของจีนทั้งฝูเจี้ยนและเจ้อเจียงถูกยึดครองไว้โดยโจรสลัด ชาวญี่ปุ่น พระจักรพรรดิจึงส่งกองทัพไปยึดดินแดนคืน ชามีร์เข้าร่วมเป็นทหารในกองทัพด้วย ทหารทั้งกองทัพต้องเดินเท้าได้วยความยากลำบาก ข้ามภูเขาและแม่น้ำหลายแห่ง ชามีร์ก็ล้มป่วยลงเพราะเผชิญทั้งความหนาวเหน็บและเปียกชื้น เขาต้องพักรักษาตัวที่เมืองกวานเสียน มณฑลซันตง
     เขารักษาตัวที่นั่นหลายเดือน และหายป่วยในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เขาสังเกตว่าชาวบ้านเก็บเกี่ยวพืชผลเสร็จแล้ว และตอนนี้กำลังฝึกขี่ม้าและยิงธนูอยู่ ชามีร์ต้องการตอบแทนบุญคุณชาวบ้านที่ช่วยรักษาอาการป่วยของเขา จึงสอนกังฟูถานถุ้ย 10 ท่าที่เขาฝึกมานานแรมปีให้กับชาวบ้าน ชาวบ้านทั้งหลายก็เลยฝึกถานถุ้ยจากชามีร์ ต่อมาชาวบ้านเรียกกังฟูประเภทนี้ว่า ชาเฉวียน (Cha Quan) ตามชื่อของชามีร์

     ตอนแรกกังฟูประเภทนี้มี 28 ท่า (28 routines) ตั้งชื่อแต่ละท่าตามลำดับตัวอักษรอาหรับทั้ง 28 ตัว ซึ่งเป็นธรรมเนียมปกติของชาวหุยมุสลิม ต่อมาทั้ง 28 ท่าก็ถูกย่นย่อเหลือเป็นถานถุ้ย 10 ท่า ที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน

     ทุกวันนี้ ท่าถานถุ้ยจะถูกบรรจุในหลักสูตรของโรงเรียนกังฟูเกือบทุกโรงเรียน และถานถุ้ย 12 ท่าซึ่งถูกพัฒนาโดยสมาคมจิงอู๋ (Jing Wu) ได้กลายมาเป็นถานถุ้ยที่มีชื่อเสียงที่สุดและฝึกฝนกันแพร่หลายทั้งโลกใน ปัจจุบัน และยังถือว่าเป็นแบบฝึกหัดเบื้องต้นสำหรับผู้เริ่มฝึกกังฟู นอกจากนี้ยังเป็นรากฐานในการฝึกกังฟูแต่ละประเภท ทั้งเทคนิคและการเคลื่อนไหวของถานถุ้ยสามารถเห็นได้จากกังฟูประเภทหมัดยาว ทั้งหลาย ดังนั้นหากฝึกถานถุ้ยจนเชี่ยวชาญแล้ว ก็สามารถฝึกกังฟูจีนทั่วๆ ไปได้ง่าย และสามารถก้าวหน้าและเรียนรู้กังฟูประเภทอื่นได้ไม่ยาก

ดังนั้นหากใครอยากเก่งกังฟู ก็ต้องกลับไปฝึกถานถุ้ยให้คล่องซะก่อน!
ที่มา  www.chinesemuslimthailand.com



คลิปกังฟูมุสลิม

 

พี่ๆมูญาฮิดีน ก็เป็นกังฟูด้วยครับ งานนี้อเมริกาคิดหนักแน่

วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554

10 คำถามกับ อาดัม อิบรอฮีม : CEO ของโอเอซิสกรุ๊ป กองทุนการจัดการองค์กรระดับโลกที่เชี่ยวชาญในการลงทุนตามหลักชารีอะฮฺ

 
 
            อาดัม อิบรอฮีม พร้อมกับ ชาฮีน และ นาซีม พี่น้องของเขา  เริ่มก่อตั้งองค์กร "โอเอซิส" ขึ้นในปี 1997 วันนี้  องค์กรภายใต้การนำของเขา  ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ในรูปแบบของการลงทุนและการบริการ  และมีสินทรัพย์ในตลาดหุ้นมูลค่ากว่า 4พันล้านเหรียญ นอกจากลูกค้าสถาบันและลูกค้าบุคคลที่มีมูลค่าสินทรัพย์สูง              โอเอซิส ยังเชี่ยวชาญในการเสนอโอกาสการลงทุนสำหรับนักลงทุนรายย่อยและบุคคลที่แสวงหาความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน  เงินลงทุนจะมุ่งไปที่การเจริญเติบโตของเงินทุนระยะยาวและการเก็บออมทรัพย์สิน

คำถามแรก : คุณช่วยนิยามขอบเขตความสำเร็จจากการศึกษาและประสบการณ์ของคุณ
อาดัม : ผมคงจะไม่เป็นตัวผมในวันนี้  ถ้าปราศจากครอบครัวอันอบอุ่น  ที่ให้ความรักและสนับสนุนผมมาเสมอ  เราถูกสอนให้ทำงานหนักและซื่อสัตย์กับการจัดการกองทุนเงิน  ผมไม่อยากให้ครอบครัวเราเป็นหนี้  ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรับไม่ได้  เราต้องรู้จัก "อดออมและแจกจ่าย(ซะกาต-ผู้แปล)" ตามหลักการอิสลาม            แม้ผมจะเติบโตในแอฟริกาใต้  ซึ่งในยุคที่เรานั้นถูกกดขี่  แต่ด้วยความอิคลาสและความมุ่งมั่นทำให้ผมสามารถยืนได้ด้วยตัวของตัวเอง... 

คำถามที่ 2 : อยากทราบว่า พ่อแม่ และครอบครัวของคุณมีอิทธิผลยังไงบ้างกับชีวิต?
อาดัม : ผมมีพี่น้องผู้ชาย 3คน น้องสาว 1คน  อยู่ในชุมชนมุสลิมที่มีแต่ความสามัคคี  ความซื่อสัตย์สุจริตและการเคารพซึ่งกันและกัน  หลักการนี้ได้ปลูกฝั่งครอบครัวเรามานาน  ให้ติดดินและชี้นำผม  ภายใต้การดูแลของคุณพ่อผู้มีระเบียบวินัยและเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับผม  และเป็นตัวอย่างให้ผมได้เป็นนักธุระกิจที่แท้จริง

คำถามที่ 3 : พื้นฐานการศึกษาของคุณล่ะ และคุณได้เรียนที่โรงเรียนดังๆไหม?

อาดัม : ชีวิตในวัยเรียนของผม  เป็นช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่  มีการประท้วงต่อต้านนโยบายการศึกษา  นโยบายแบ่งแยกคนต่างสีผิว  ด้วยกับสโลแกนที่ว่า "ปลดปล่อยการศึกษา"  และในปี 1976 การจลาจลที่โรงเรียน Sowetan ได้ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในการต่อสู้  อย่างไรก็ตามในช่วงเวลานั้น  ผมก็สามารถคว้าปริญญาเกียรตินิยมทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเคปทาวน์และมีคุณสมบัติจนได้มาเป็นที่ปรึกษาทางด้านบัญชีและนักวิเคราะห์การเงิน   

คำถามที่ 4 : อะไรเป็นตัวจุดประกายตัวคุณ?  มีโชคมาเกี่ยวข้องด้วยหรือปล่าว?
 
อาดัม : ผมจะไม่บอกว่า  ที่ผมประสบความสำเร็จนั้น  เป็นเพราะว่าผมโชคดี  แต่ผมเชื่อว่าที่ผมมีวันนี้นั้น เป็นเพราะผมทำงานหนัก  การสนับสนุนจากครอบครัว  และเหนือสิ่งอื่นใด  "อัลฮัมดุลิลลาฮฺ"  ขอบคุณอัลลอฮฺ(ซบ.)  ฉันจะไม่ให้เหตุผลส่วนหนึ่งของความสำเร็จของฉันจะโชคดี แต่ผมเชื่อว่าฉันที่ฉันในวันนี้เนื่องจากการทำงานหนัก, สนับสนุนเป้าหมายของครอบครัวของฉันและเหนือสิ่งอื่นใดพระคุณของพระเจ้า  และควรที่จะกล่าวว่า "ผมโชคดีพอที่จะมอบโอกาสการเรียนรู้ที่ยอดเยี่ยมตลอดอาชีพของฉัน  ในครั้งแรก  เมื่อฉันไปทำงานในอุตสาหกรรมการบริการด้านการเงินในกรุงลอนดอน ณ สหราชอาณาจักร  ย้ายผ่านขั้นตอนของการเปิดเสรี  องค์ประกอบที่ผมเห็นคือการพยุงตัวของตลาดหุ้นในปี 1986-1987 -- และจากความโลภไปผมหลงกับมัน  ทำให้ผมเห็นผลกระทบจากความโลภนี้เมื่อตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงอย่างรวดเร็ว  เกิดข้อผิดพลาดที่เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ "Black Monday"  จากประสบการณ์นี้ได้ส่งผลกระทบให้ผมสามารถที่จะควบคุมความโลภได้
             เมื่อผมกลับมาอัฟริกาใต้  ผมทำงานให้กับ บริษัท blue-chip financial  ซึ่งผมได้รับการยอมรับมากขึ้น  ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้  ได้สร้างโอกาสสำหรับผมที่จะขึ้นมาอยู่แนวหน้า  ด้วยความช่วยเหลือของชาฮีน และนาซีม พี่น้องของผม  ผมสามารถสร้าง "โอเอซิส" ขึ้นมาได้  และเรามั่นใจว่าธุรกิจของเราเป็นบริษัทที่ถูกต้องตามหลักการอิสลามตั้งแต่เริ่ม  และจากหลักการนี้เป็นจุดแข็งของเรา  ที่มีบทบาทสำคัญมากในการนำ "โอเอซิส" ไปยังตำแหน่งที่เป็นในวันนี้
 

คำถาที่ 5 : สิ่งที่ความล้มเหลวที่สุดในชีวิตของคุณ / และคุณได้จัดการมันยังไง?
 
อาดัม : แม้การตัดสินใจของผมจะผิดพลาดบ้าง  แต่ผมก็เห็นว่า  ไม่มีความพ่ายแพ้หรือล้มเหลวแม้แต่ครั้งเดียวในการตัดสินใจของผม  ผมได้เรียนรู้ว่า  เมื่อคุณตัดสินใจ  คุณก็ต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยกับสิ่งนั้น  ไม่ควรที่จะให้ความผิดพลาดนั้นมาควบคุมชีวิตคุณ  สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ  คุณควรตัดสินใจจากประสบการณ์  ซึ่งเป็นบทเรียนที่มีคุณค่า  และเหนือสิ่งอื่นใดโปรดจำไว้เสมอว่า  ริสกีนั้นมาจากอัลลอฮฺ
 

คำถามที่ 6 : ทำยังไงถึงจะได้เรียนรู้จากความสำเร็จของคุณ?
 
อาดัม : ที่คุณไม่สามารถใช้ทรัพย์สินของคุณ  การขาดทรัพยากร  หรือขาดโอกาส  ไม่ได้เป็นเหตุผลที่จะทำให้คุณไม่ประสบความสำเร็จ  ด้วยความทะเยอทะยานของคุณ  ด้วยความกล้าหาญ  ความพยายามและความทุ่มเทของคุณ  สามารถช่วยให้คุณบรรลุถึงสิ่งที่คุณยึดมั่นอย่างแท้จริงได้
 

คำถามที่ 7 : ใครคือวีรบุรุษของคุณ?
 
อาดัม : พ่อของผมเป็นวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผม  และเป็นตัวอย่างที่ดีของผม  ด้วยความกล้าหาญที่จะไล่ตามความสำเร็จและให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวของผมอย่างไม่มีเงื่อนไข  ในสมัยเป็นนักเรียน  ความสนใจของผมอยู่ตรงบุคคลที่โดดเด่นในโลกตะวันตกเช่น จูเลียส ซีซาร์ และเล็กซานเดอมหาราช  ต่อมาได้กลายเป็นที่สนใจมากขึ้นในชีวิตของผม  สำหรับบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์มุสลิม เช่น  ท่านคอลีด บิน อัล-วะลีด, อิบนุ อบู อัล-อุบัยดะฮฺ, ญัรรอฮฺ  และ ตอริก อิบนุ ซียาด
             ถ้าเอาในปัจจุบัน  ก็น่าเป็น ระญับ ตอยยิบ อัรดูกอน  นายกรัฐมนตรีตุรกี  ผู้นำของประเทศที่มีการดำเนินการปฏิรูปจำนวนมาก  มีปฏิวัติตุรกีและหันลงให้กับระบบจอมปลอมในประเทศ  ทำให้ตุรกีมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง 

คำถามที่ 8 : ความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพการงานของคุณคืออะไร?
 
อาดัม : มันเป็นสิทธิพิเศษจริงที่เป็นคนแอฟริกาใต้คนแรกในองค์กร  ที่ได้พัฒนาชุมชนมุสลิมอย่างเต็มรูปแบบการ  จัดการความมั่งคั่งที่มีเป้าหมาย  ไม่เพียงเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเงินของพวกเขา แต่ยังรวมถึงความเชื่อทางศาสนาของพวกเขา  และแน่นอนล่ะ  บางทีความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผม  มาจากการได้เห็นคนจำนวนมากในหมู่พวกเขา, เด็กกำพร้าและคนวัยเกษียณ  สามารถที่จะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี  เพราะ Oasis ได้ดำเนินการในการจัดการกิจกรรมทางการเงินในลักษณะที่ระมัดระวังและ เรียบง่าย   เพื่อสนองความพึงพอใจ  ที่ได้มาจากความสามารถในการดึงบุคคลจากชุมชนที่ด้อยโอกาสในธุรกิจการลงทุน  โดยนำเสนอโอกาสการจ้างงานที่อาจไม่ได้นำเสนอตัวเองเป็นอย่างอื่น
 

คำถามที่ 9 : อะไรคือศัตรูของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด?
 
อาดัม : การกลัวความล้มเหลว  ซึ่งส่งผลให้เมื่อคุณไม่มั่นใจในความสามารถของคุณเองอย่างเต็มที่ และจะตามมาอย่างใกล้ชิดด้วยการชะลอที่นานเกินไป  และมักจะนำไปสู่​​การละเลย  ด้วยความโลภจะทำให้คุณต้องละทิ้งหลักการของคุณ  ในความโปรดปรานของการลงทุนระยะสั้นและไม่ยั่งยืนในที่สุด  อย่าลืมว่าทุกความสำเร็จมาจากผู้ทรงอำนาจและมันเป็นของขวัญจากอัลลอฮฺ(ซบ.)
 

คำถามที่ 10 : สิ่งที่คุณต้องการจะพูดกับผู้คน?  เมื่อถึงเวลาที่คุณจะจากโลกนี้ไป
 
อาดัม : ผมจะพูดว่า  ครอบครัวของผมจะยังคงทำงานเพื่อประโยชน์ของอุมมะฮฺ  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าตัวเรา  ผมจะเตือนท่านให้ระลึกถึง  บรรดาชาวมุสลิมในอดีตที่มีชื่อเสียงของเรา  ท่านเหล่านั้เต็มไปด้วยเกียรติ  ศักดิ์ศรี  ความเป็นธรรมและความคิดทางปัญญาที่ดี  ผมจะขอสนับสนุนให้ทุกคนมุ่งมั่นต่อการรับสิ่งที่ดีที่สุดในสาขาวิชาใดก็ได้  ที่พวกเขาจะได้ร่วมลงมาเพื่อให้ชาวมุสลิม  อาจวาดฝันร่วมกันอีกครั้งและได้รับทางนำอันประเสริฐ  ขอแนะนำให้ชาวมุสลิมทุกคนต้องจ่ายซะกาตอยู่เสมอ  และเหนือสิ่งอื่นใด  ผมจะเน้นให้ท่านทำการรำลึกถึงอัลลอฮฺ(ซบ.)เสมอ 

Always....................

Islamic Gadgets : เมื่อมุสลิมก็ทันสมัยได้

     ครั้งหนึ่งในขณะที่ยุโรปตกอยู่ในยุคมืด  แต่ดินแดนตะวันออกกลางกับสว่างไสว่ไปด้วยความเจริญรุ่งเรือง  ครั้งหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์โลกเคยจารึกไว้ว่า  มุสลิมเป็นผู้นำเทรนด์!!!

วันนี้ผมจะนำเสนอ Islamic Gadgets หรือ อุปกรณ์ไฮเทคสำหรับมุสลิมกัน  

เริ่มต้นกันด้วย......................

     เบื่อไหมกับการนับตัสบีหฺ(ลูกประคำ)แบบเก่าๆ  ซึ่งบางครั้งก็ทำให้เราหลงๆลืมๆ  ว่าเรานั้นซิกรุลลอฮฺไปเท่าไรแล้ว  แต่ลองดูนี่  ตัสบีหฺ ดิจิตอลที่จะช่วยให้ท่าน  ซิกรุลลอฮฺได้อย่าง ดิจิตอล  เพียงแค่ท่านกดปุ่มใหญ่ตรงกลาง  เครื่องก็จะทำการนับไปเรื่อยๆ  เมื่อครบ 33ครั้ง  ไฟแดงพร้อมเฟรชก็จะฉายขึ้นมา  และบนหน้าจอLCDก็จะขึ้นคำว่า "ซุบฮานัลลอฮฺ"  "อัลฮัมดุลิลลาฮฺ"  "อัลลอฮุ อักบัร" พร้อมทั้งตัวเลขบอกจำนวนการซิกรุลลอฮฺ  ทั้งยังสามารถเปลี่ยนระบบเป็นนับ 100ครั้งก็ได้  

ราคา 9.99 เหรีนญ สนใจดูได้ที่  www.ummahlife.co.uk


     ทีวีที่บ้านท่านมีแต่รายการไร้สาระ  ละครตบๆตีๆ  วันนี้เราขอนำเสนอ...........Islamic Android Internet TV Box  ทีวีไฮเทคที่จะพาครอบครัวของท่าน  รอดพ้นจากทีวีทั่วไป  ที่ขัดกับหลักการอิสลาม  เจ้าตัวนี้นั้นประกอบด้วย

Model
eAlimTV (Android / Internet TV)
CPU modelSAMSUNG S5PV210
Main frequency1GHZ
MemoryDDR2-512MB
Storage spaceONENAND 2GB
Video storageCopy to SD card or
store to mobile HDD
OSAndroid v2.2


ความสามารถของเจ้าตัวนี้
-ดูและะชมช่องทีวีและวิทยุ(อิสลาม)
-รองรับอุปกรณ์ไฮเทคของมุสลิมอื่นๆ
-หนังสืออิสลามต่างๆ  อยู่ในเครื่อง
-เกมส์, รูปภาพ, E-Book ต่างๆที่เกี่ยวกับอิสลาม
-มีเพลงและวีดีโอนาชีดมากมาย
-กุรอานแอปพลิเคชั่น, Islamic wallpapers
-Android 2.2 พร้อมซอฟท์แวร์
-Wifi และ Wireless ในตัวเครื่อง
-รองรับวีดีโอความละเอียด 1080p (HD)
-รองรับโปรแกรม พยากรณ์อากาศ, ปฏิทินอิสลาม, นาฬิกาอะซาน

โอ้โฮ้...ความสามรถครบครันจริงๆครับงานนี้




http://www.ealimtech.com/ealim-tv.html


     ยังไม่หมดแค่นี้....จัดต่อด้วย............
eAlim ER70  สมาร์ทโฟนสุดไฮเทค  ที่มาพร้อมกับ

๐ความบางและน้ำหนักที่เบา
๐หน้าจอสี ขนาด 7นิ้ว ทั่งยังทัชสกรีน(ว้าว..ว)
๐พร้อมด้วยโปรแกรมอเนกประสงค์เพื่อมุสลิมมากมาย
๐รองรับอินเตอร์เน็ทความเร็วสูง
๐มีโปรแกรมอิสลาม ให้ตั้งแต่เริ่มแรก
๐พร้อมด้วยโปรแกรม กุรอาน, หะดีษ, ตัฟซีร, บอกเวลาละหมาด, คู่มือฮัจญฺ

เล็กแต่ "มุมตัส" จริงๆ



http://www.ealimtech.com/er70.html

     เด๋วนี้  อะไรๆก็ ipad  กำลังมาแรงจริงๆ  อยากจะบอกว่า ipad มุสลิมก็มีกับ eAlim ALM100  อิสลามipad  

รายละเอียดเจ้าตัวนี้


     eAlim ALM100  มาพร้อมกับหน้าจอสีขนาด 7นิ้ว แบบทัชสกรีน  เพียบพร้อมไปด้วยสารานุกรมอิสลาม  กุรอานแปลมากกว่า 30ภาษา  คอแลคชั่นหนังสือตัฟซีร, หะดีษ, ประวัติศาสตร์อิสลาม และหนังสืออิสลามอีกมากมาย


พิเศษมากๆ..........




เสียงนักกอรีอ่านกุรอาน ถึง 7ท่าน


  • Sheikh Abdul Rahman Al-Sudais
  • Sheikh Mahir Al-Moaqeli
  • Sheihk Saad Al-Ghamidi
  • Ali bin Abdul Rahman Al Hudhaify
  • Sheikh Muhammad Ayoub
  • Qari Waheed Zafar Qasmi
  • Ahmad Al-Ajmi
หนังสืออิสลามทรงคุณค่า


ตัฟซีรกุรอาน

Tafseer Ibne Katheer (Arabic), Tafseer Ibne Katheer (English), Tafseer Ibne Katheer (Urdu), Tafseer Al-Jalalain (Arabic), Tafseer Al-Jalalain (Indonesian), Tafseer Al-Qurtabi (Arabic), Tafseer Al-Tabari (Arabic)



หะดีษ
Saheeh Al-Bukhari (Arabic), Saheeh Al-Bukhari (English), Saheeh Al-Bukhari (Indonesian), Saheeh Al-Bukhari (Urdu), Saheeh Muslim (Arabic), Saheeh Muslim (Urdu), Riad-as-Salheen (Arabic), Riad-as-Salheen (English), Riad-as-Salheen (French), Sunnen Ibne Majja (Arabic), Sunnen Nissaie (Arabic),Sunnen Abu Dowood (Arabic), Sunnen Tirmizi (Arabic), Arabaeen Nawawi (Arabic and English), Hadeth Qudsi (Arabic)

อัซการ และอื่ืนๆ

Qasas-ul-Anbia (Arabic), Al-Kabaer (Arabic), Al-Rahiq Al-Makhtum (Arabic), Belugh elmaram, Hisn-ul-Muslim (Arabic), Hisn-ul-Muslim (English), Ahakm Al-Tajweed
เรียกได้ว่ามีไว้  อาลิมแน่นอน  อินชาอัลลอฮฺ...








อุลามาไทยท่านใดสนใจมีไว้สักเครื่องไหมครับ.............



  

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2554

Al-Qud Jeans : ยีนส์สไตล์ ผู้ศรัทธาจากอิตาลี

อัล-กุดส์ ยีนส์
            ยีนส์ผู้ศรัทธาสัญชาติอิตาลี  ที่ชื่อแบรน์สื่อถึงดินแดนแห่งความขัดแย้ง "เยรูซาเล็ม"  ระหว่าง "ยิว" และ "มุสลิม"  เป็นชื่อที่ผู้ผลิตตั้งเพื่อสื่อให้มุสลิมผู้ที่ได้สวมใส่นึกถึงพี่น้องของเราในดินแดนนั้น

ยีนส์ อัล-กุดส์ไม่ใช่เพียงแค่แฟชั่นที่เราเห็นทั่วๆไป  แต่เป็นแฟชั่นที่สื่อในเชิง"สัญลักษณ์"  ของชีวิตมุสลิมที่ควรจะมีไลฟ์สไตล์ที่ "ฮาลาล"  และรำลึกถึงคำสอนต่างๆของอิสลาม (เช่น เรื่องความซื่อสัตย์, ความมีน้ำใจ, จิตสาธารณะ, ละหมาด)  ซึ่งทางผู้ผลิตต้องการที่จะปฏิวัติการดำเนินชีวิตของมุสลิมในสังคมตะวันตก  ซึ่งเราสามารถเป็น "European Muslim"  มากกว่าที่จะเป็นแค่  "European People"

ด้วยวิธีการผลิตโดยยึดแบบฉบับ "อัล-อามีน"  ของท่านนบีมุฮัมมัด(ซ.ล.)  พร้อมทั้งความประณีต  และใส่ใจ  โดยมุสลิม  เพื่อมุสลิม

รูปแบบสไตล์เน้น  ความเป็นตะวันตก  ผสมกับความเป็นตะวันออก(กลาง)  ทำให้เกิดความแปลกใหม่  และสื่อถึงความเป็นมุสลิม  บนผืนผ้า  ทั้งยังดีไซน์ให้เหมาะสมกับการที่มุสลิมจะละหมาดโดยไม่อึดอัด!!!

สุดท้ายฝากหะดีษบทหนึ่

บันทึกโดยอบูดาวู้ด ท่านอิบนุสลามได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พูดบนมิมบัรว่า

كما روى عبد الله بن سلام أنه سمع النبي صلى الله عليه وسلم :على المنبر يوم الجمعة يقول: " ما على أحدكم إن وجد سعة أن يتخذ ثوبين ليوم الجمعة، سوى ثوبي مهنته " [ صحيح / صحيح الجامع الصغير وزيادته، 5635[.
ความว่า มันจะมากขนาดไหนหรือ หากว่าคนหนึ่งคนใดในพวกท่านจะซื้อชุดแต่งกายเฉพาะวันศุกร์นอกเหนือจากชุดที่ใช้แต่งกายเพื่อทำงาน 

ฝากไว้ครับ วัสสลาม....





เท่...ไหม?




ยีนส์มุสลิม...อัลกุดสฺยีนส์